วันจันทร์ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2555

อินเตอร์เน๊ต


อินเตอร์เน็ตคืออะไร
         อินเทอร์เน็ตคือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกันเป็นจำนวนมากครอบคลุมไปทั่วโลกโดยอาศัยโครงสร้างระบบสื่อสารโทรคมนาคมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีการประยุกต์ใช้งานหลากหลายรูปแบบ อินเทอร์เน็ตเป็นทั้งเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายของเครือข่าย เพราะอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยเครือข่ายย่อยเป็นจำนวนมากต่อเชื่อมเข้าด้วยกันภายใต้มาตรฐานเดียวกันจนเป็นสังคมเครือข่ายขนาดใหญ่ อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ ทำให้การเข้าสู่เครือข่ายเป็นไปได้อย่างเสรีภายใต้กฎเกณฑ์บางประการที่กำหนดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนและวุ่นวายจากการเชื่อมต่อจากเครือข่ายทั่วโลก


ความสำคัญของอินเทอร์เน็ตที่มีผลต่อชีวิตประจำวันและการศึกษา
          ปัจจุบันอินเทอร์เน็ต มีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันของคนเรา หลายๆ ด้าน ทั้งการศึกษา พาณิชย์ ธุรกรรม วรรณกรรม และอื่นๆ ดังนี้
ด้านการศึกษา 
          - สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์ และอื่นๆ ที่น่าสนใจ 
          - ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่ 
          - นักศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่น ๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลที่เป็น ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นต้น 

ด้านธุรกิจและการพาณิชย์ 
          - ค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ 
          - สามารถซื้อขายสินค้า ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 
          - ผู้ใช้ที่เป็นบริษัท หรือองค์กรต่าง ๆ ก็สามารถเปิดให้บริการ และสนับสนุนลูกค้าของตน ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่าง ๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น 

ด้านการบันเทิง 
          - การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่าง ๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ที่เรียกว่า Magazine o­nline รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบ ที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป 
          - สามารถฟังวิทยุผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ 
          - สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ใหม่ และเก่า มาดูได้
 การบริการบนอินเตอร์เน็ตและการเข้าถึงการให้บริการอินเตอร์เน็ต
 เครือข่ายอินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ความบันเทิงไว้จำนวนมหาศาล เปรียบเสมือนกับห้องสมุดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก อินเตอร์เน็ต มีกำเนิดจากเหตุผลทางด้านการทหารของประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากที่กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนโครงการเครือข่ายที่มีชื่อว่า "อาร์พาเน็ต" อันเกิดจากความร่วมมือ กันระหว่างมหาวิทยาลัยชื่อดัง 4 แห่ง เครือข่ายดังกล่าวก็เป็นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ซึ่งมีประโยชน์มากทั้งทางด้านการศึกษาและการทหาร ภายหลังองค์กรและบริษัทต่างๆ ก็เล็งเห็นประโยชน์ ในการใช้เครือข่ายให้เป็นประโยชน์ จึงได้ขอดำเนินการเชื่อมเครือข่ายของตนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันทำให้ขนาดของเครือข่ายขยายขอบเขตจนครอบคลุมทั่วโลกดังที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันและได้เรียกชื่อ เครือข่ายดังกล่าวใหม่ว่า "เครือข่ายอินเตอร์เน็ต"          
 การติดต่อกันระหว่างคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถติดต่อกันได้โดยอาศัยโปรโตคอล TCP/IP ซึ่งในระดับกายภาพภายในเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องจะใช้หมายเลข ไอพีแอดเดรสในการอ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์ในเครือข่ายซึ่งหมายเลขไอพีจะเป็นเลขขนาด 32 บิต เครื่องแต่ละเครื่องจะต้องมีหมายเลขไอพีที่ไม่ซ้ำกันเลย สำหรับผู้ใช้สามารถใช้ระบบชื่อโดเมน อ้างอิงถึงคอมพิวเตอร์แทนหมายเลขไอพีก็ได้ เนื่องจากสามารถจดจำได้ง่ายกว่าหมายเลขไอพี 
ประโยชน์และโทษของอินเตอร์เน็ตเพื่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน
ประโยชน์ และ โทษของอินเตอร์เน็ต
ปรพโยชน์ ของอินเตอร์เน็ต
ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูลก่อให้เกิดประโยชน์มากมายได้แก่

1. ด้านการติดต่อสื่อสาร เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือการพูดคุยด้วยการส่งสัญญาณภาพและเสียง
2. เป็นระบบสื่อสารพื้นที่จำลอง (Cyberspace) ไม่มีข้อจำกัดทางศาสนา เชื้อชาติ ระบบการปกครอง กฎหมาย3. มีระบบการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต- สามารถค้นหาข้อมูลในด้านต่างๆ ได้ผ่านบริการ World Wide Web4. การบริการทางธุรกิจ เช่น สั่งซื้อสินค้า หรือการโฆษณาสินค้าต่างๆ-5. การบริการด้านการบันเทิงต่างๆ เช่น การดูภาพยนตร์ใหม่ๆ การฟังเพลง ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต การเกมออนไลน์ เป็นต้น
โทษของอินเตอร์เน็ต

โทษของอินเตอร์เน็ต มีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เป็นแหล่งข้อมูลที่เสียหาย, ข้อมูลไม่ดี ไม่ถูกต้อง, แหล่งซื้อขายประกาศของผิดกฏหมาย,ขายบริการทางเพศ ที่รวมและกระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ต่างๆ
1. อินเตอร์เน็ตเป็นระบบอิสระ ไม่มีเจ้าของ ทำให้การควบคุมกระทำได้ยาก - มีข้อมูลที่มีผลเสียเผยแพร่อยู่ปริมาณมาก
2. ไม่มีระบบจัดการข้อมูลที่ดี ทำให้การค้นหากระทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร3. เติบโตเร็วเกินไป
4. ข้อมูลบางอย่างอาจไม่จริง ต้องดูให้ดีเสียก่อน อาจถูกหลอกลวง
5. กลั่นแกล้งจากเพื่อนใหม่6. ถ้าเล่นอินเตอร์เน็ตมากเกินไปอาจเสียการเรียนได้ -
7. ข้อมูลบางอย่างก็ไม่เหมาะกับเด็กๆ
8. ขณะที่ใช้อินเตอร์เน็ต โทรศัพท์จะใช้งานไม่ได้ การสืบค้นข้อมูลบนอินเตอร์เน็ต
ในยุคแห่งเทคโนโลยีมีข้อมูลมากมายมหาศาลที่จะให้เราสืบค้น การที่จะค้นหาข้อมูลจำนวนมากมายอย่างนี้เราไม่อาจจะกดคลิกเพื่อค้นหาข้อมูลให้พบได้ง่ายๆ จึงจำเป็นจะต้องอาศัยการค้นหาข้อมูลด้วยเครื่องมือค้นหาที่เรียกว่า Search Engine เข้ามาช่วยเพื่อความสะดวกและรวดเร็ว เว็บไซต์ที่ให้บริการค้นหาข้อมูลมีมากมายหลายที่ทั้งของคนไทยและต่างประเทศ

ข่าว 3 มิติ - ภัยจากอินเตอร์เน็ต

มหันตภัยร้ายบนอินเทอร์เน็ต


 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่พุ่งทะยานเพิ่มขึ้นมหาศาลในแต่ละปี ไม่ว่าจะเป็นทั่วโลก หรือเฉพาะประเทศไทย จากความสามารถในการซึ่งเชื่อมโลกทั้งโลกเข้าด้วยกัน ที่ทำให้ทั้งข่าวสาร วัฒนธรรม รวมถึงพฤติกรรมการลอกเลียนแบบกระทำได้อย่างไร้ขีดจำกัด และง่ายดายเพียงชั่วพริบตา เป็นเหตุให้ผู้ใหญ่-ผู้ปกครองทวีความห่วงใยต่อมหันตภัยร้ายที่แฝงตัวมากับออนไลน์ ไซเทค มีรายงานสถานการณ์เด็กกับภัยอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยมาฝาก

ผลสำรวจของ นัว อินเทอร์เน็ต เซอร์เวย์ส คาดว่า ปี 2548 จำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะเพิ่มปริมาณเป็น 1,000 ล้านคน จากเดือนกุมภาพันธ์ 2545 มีผู้ใช้ 544.2 ล้านคน ซึ่งตอนนี้ก็ ปี 2550 แล้ว ยอดคงฟุ่งปี๊ดไปไหนต่อไหนแล้ว และปริมาณการใช้อินเทอร์เน็ตของไทยก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกันปริมาณผู้ใช้ หรือการเติบโตอย่างรวดเร็ว อาจไม่น่าตกใจอะไร หากผลสำรวจในต่างประเทศจะไม่ระบุว่า 1 ใน 5 ของเด็ก ที่เล่นแชทรูม เคยถูกชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์ 9 ใน 10 ของเด็กอายุ 9 ถึง 16 ปี เคยดูสื่อลามกในอินเทอร์เน็ต 25% ของเด็กที่เคยถูกชักชวนให้มีเพศสัมพันธ์กล้าบอกพ่อแม่ และชื่อที่น่าจะปลอดภัยแต่เมื่อค้นหาในเสิร์ช เอ็นจิ้น กลับนำไปสู่เวบไซต์ลามก เช่น Disney, Action  Man, Barbie, Pokemon, Alice, My Little Pony

ใช้เทคโนโลยีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นภัยร้ายลุกลามได้


สังคมปัจจุบันนี้มีภัยต่าง ๆ ที่แฝงตัวอยู่ทุกส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นภัยจากการถูกแอบถ่ายรูป หรือภัยจากการลักลอบโอนเงินจากธนาคาร นับวันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น   

                        ภัยที่มากับอินเทอร์เน็ตหรือภับไซเบอร์  ขณะที่ชุมชนใหม่บนโลกไซเบอร์กำลังก่อเกิดขึ้น การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งที่ทุกคนยอมรับว่า สะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการในทุกด้าน โลกที่เปิดกว้างนี้ได้สร้างความสัมพันธ์ให้กับผู้คนในหลากหลายรูปแบบ แต่ขณะเดียวกันสังคมไซเบอร์ก็นำพาปัญหามาให้กับผู้ใช้โดยเฉพาะเยาวชนที่อาจเผลอไผลใช้เทคโนโลยีโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นภัยร้ายลุกลามได้ืื  หากเอ่ยถึงภัยร้ายทางอินเทอร์เน็ตเรียกว่า  มีหลากหลายรูปแบบให้ต้องระแวดระวัง  เพราะโลกไซเบอร์มีเครือข่ายเชื่อมโยงทั่วทุกมุมโลก  ภัยที่แฝงอยู่จึงมาได้หลายทาง  หากแบ่งแยกแล้่วอาจได้ประมาณ  3  กลุ่ม คือ
        1.  ภัยจากคนแปลกหน้า  หรือบุคคลเสมือน   บางทีเด็กหญิงที่เราเจอในแชทรูมที่จริงอาจเป็นชายวัยกลางกคนที่เข้ามาพูดคุยสร้างภาพเพื่อหลอกให้เราตายใจ  หวังล่อลวงนัดพบ และเมื่อออกไปเจอเขาก็อาจถูกล่วงเกิน
หรือทำร้าย  มิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งทำเว็บไซต์ปลอมหลอกให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัว  เช่น  ชื่อ  ที่อยู่  เบอร์ติดต่อ   เลขรหัสบัตรเครดิต  แล้วนำไปใช้แอบอ้างเป็นตัวเรา
     2. ภัยจากเนื้อหาต้องห้าม   อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งรวมเนื้อหา  ข้อมูล ข้อมูล รูปภาพ ความคิดเห็นนานาจากผู้คนทั่วโลก  จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีทั้งข้อมูลที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์และข้อมูลที่เป็นอันตราย  เช่น
มีการเผยแพร่สิ่งพิมพ์รูปภาพ  หรือ โฆษณาวัตถุลามากอานาจาร  ผิดกฏหมาย  หมิ่นประมาท ยุยง ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม  เนื้อหารุนแรงเกลียดชัง  บ่อนทำลาย  ผิดศีละรรม  เนื้อหาทางเพศโจ่งแจ้ง
   3. ภัยจากการใช้งานไม่เหมาะสมอื่นๆ  ไวรัสคอมพิวเตอร์แพร่ระบาดได้ง่ายผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต  โดยผู้ใช้ที่ขาดความรู้และความระมัดระวัง มันจะกระจายตัวอย่างรวดเร็วและสร้างความเสียหายได้คราวละมาก ๆ
 นอกจากนี้ยังมีผู้ไม่ประสงค์ดีทำการบุกรุกเครือข่ายเพื่อขโมยข้อมูล  แก้ไขข้อมูลเพื่อประโยชน์ส่วนตัว  ทำการโจมตีให้ระบบล่ม  ภัยจากโลกไซเบอร์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งได้แก่  การที่เด็กและเยาวชนใช้เวลามากเกินไปบนโลกออนไลน์
ทำให้ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง  ละเลยต่อการเรียนหรือกิจกรรมกลางแจ้งในโลกปกติ  ทำให้เสียสุขภาพและขาดทักษะการเรียนรู้ทางสังคม

ภัยที่มากับอินเทอร์เน็ต


 1. พิชชิ่ง  (pifishing)  คือการเลียนแบบทำเหมือนต้นฉบับทุกประการ  ซึ่งเหตุการณ์แบบนี้ส่วนใหญ่อาชญากรจะในการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน อย่างเช่น  การฝากเงิน  การถอน  หรือการโอนเงิน  ด้วยการตั้งเว็บไซต์ขึ้นมาเหมือนกับธนาคารทุกประการและหลังจากนั้นจะมีการหลอกผู้ที่เข้าไปใช้บริการเพื่อเอารหัสบัญชีแล้วนำไปทำธุรกรรมอย่างอื่น

     2. ภัยจากเว็บแคม    ถือได้ว่าเป็นภัยที่นับวันจะมีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน  โดยเฉพาะกับเด็กวัยรุ่น เพราะมิจฉาชีพจะติดกล้องไว้ที่ตัวคอมพิวเตอร์เพื่อดูพฤติกรรมของฝ่ายหนึ่ง  และเว็บแคมทุกวันนี้มีความรุนแรงมากขึ้น
ถึงขั้นลามกอนาจาร  หรือเรียกกันง่าย ๆ  ก้คือ ขายบริการทางเพศทางเว็บนั่นเอง  ที่นี้ลองมานึกภาพดูซิว่าถ้าเป็นลูกหลานของท่านกำลังมีพฤติกรรมแบบนี้  และไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตนเอง  ได้ผลที่จะตามมาก็คือเสียเงินค่าบริการ
ขาดความสนใจในการเรียน  เสียสุขภาพเพราะนอนดึก  ร้ายไปกว่านั้นอาจส่ใช้การบัตงผลถึงสุขภาพจิต ซึ่งไม่แน่ว่าเป็นสาเหตุก่อให้เกิดการข่มขืนกระทำชำเราตามที่เป็นข่าวอยู่เนือง  ๆ 

    3. ภัยจากบัตรเครดิต  ซึ่งเป็นภัยของพวกนักช้อปฯ  หรือผู้ที่ไม่ต้องการพกเงินสดติดตัวเป็นจำนวนมากก็จะบัตรเครดิตในการชำระสินค้าต่าง ๆ แต่ใครจะรู้ว่าถึงเวลาชำระค่าบัตรกลับมีตัวเลขที่ต้องชำระเพิ่มขึ้นอย่างมากโขทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ใช้
ซึ่งวิธีการที่พวกมิฉาชีพมักจะหาประโยชน์จากบัตรเครดิตคือ  ทุกครั้งที่มีการรูดบัตรตัวเครื่องก็จะทำการอ่านบัตรและเชื่อมตัวไปยังธนาคารเจ้าของบัตร แต่ระหว่างที่มีการติดต่อกันระหว่างเครื่องรูดบัตรกับธนาคา  พวกมิจฉาชีพก็ได้นำเครื่อง
เล่น Mp3  ไปไว้เพื่อดักฟังข้อมูล

4. ภัยที่มากับเกมคอมพิวเตอร์    ฟังดูเผิน  ๆ  แล้วไม่น่าจะมีพิษสงอะไรมากนัก เพราะเป็นเกมเล่นเฉย ๆ แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเกมคอมพิวเตอร์ได้ส่งผลเสียต่อผู้คนที่ขาดสติปัชัญญะจนเสียผู้เสียคนมามากต่อมากแล้ว
ดังเช่น เกม GTA ที่เป็นข่าวครึกโครมกัน เพราะเกมก็เหมือนกับของหลาย  ๆ อย่างในโลกนี้  ที่มีทั้งด้านบวกและด้านลบ  ถ้ารู้จักใช้หรือใช้พอเหมาะพอดีก็จะเกิดประโยชน์  แต่ถ้าไม่รู้จักใช้หรือใช้มากเกินไปก็จะก่อให้เกิดโทษ
         อันตรายจากโลกไซเบอร์เพิ่มขึ้นทุกวัน จากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์   โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่ถูกลวงไปเพื่อทำอนาจาร ข่มขืน ถ่ายคลิปวิดีโอ  เกิดจากการเชื่อคนง่าย ขาดวิจารณญานในการฟัง  การคิด  ชอบความสบาย ความสนุกเป็นที่ตั้ง จึงทำให้เด็กผู้หญิงถูกหลอกง่ายขึ้น

มหันตภัยที่ไม่ควรมองข้าม

อินเทอร์เน็ตถือว่ามีความจำเป็นอย่างมากถึงมากที่สุด สำหรับการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่ เพราะความสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และสามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายอย่าง โลกไซเบอร์จึงเปรียบดังโลกเสมือนจริงที่เปิดกว้างให้สามารถค้นหาข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ 

ความบันเทิงที่หลากหลาย หรือจะแบ่งปันข้อมูลข่าวสารไปยังเพื่อนๆ ทั่วโลกก็ทำได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย แต่เหรียญมีสองด้าน สิ่งใดมีประโยชน์ก็ย่อมจะมีโทษตามมา หากผู้ใช้ขาดสติ และไม่ระมัดระวัง ก็สามารถนำพาชีวิตเข้าสู่อันตรายอย่างไม่อาจจะคาดการณ์ได้ทีเดียวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปฟังเสวนาพิเศษเรื่อง “รู้เท่าทันกฎหมาย ชนะภัยไซเบอร์” ซึ่งมีการนำเสนอผลงานวิจัยชิ้นล่าสุดของปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย เรื่อง “ภัยไซเบอร์ : การรับรู้และความเข้าใจของประชาชน เกี่ยวกับกฎหมาย และหน่วยงานที่รับผิดชอบ” ร่วมเสวนาโดย พ.ต.อ.สมพร แดงดี ผู้กำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี นายวันฉัตร ผดุงรัตน์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์พันทิปดอทคอม และ ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ คณะกรรมการบริหารนโยบาย ปัญญาสมาพันธ์ฯ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจอดไม่ได้ที่จะหยิบยกมาเล่าสู่กันฟังจากการศึกษาวิจัยของเขาพบว่า ปัจจุบันจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ ส่งผลต่อปัญหาด้านอาชญากรรมทางอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้นเช่นกันแต่ข้อมูลคดีอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2550 ถึงเดือนกรกฎาคม 2553 กลับพบว่าการดำเนินคดีตามกฎหมายมีเพียง 185 คดีที่ขึ้นสู่ชั้นศาล ซึ่งอาจเกิดจากการยอมความกันในขั้นสอบสวน หรือผู้ตกเป็นเหยื่ออาจไม่มีความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมบนอินเทอร์เน็ต รวมถึงไม่ทราบขั้นตอนในการดำเนินการเมื่อตกเป็นเหยื่อทั้งนี้ ผู้ตอบส่วนใหญ่เห็นว่า บทลงโทษของผู้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นั้น สมควรทั้งถูกจำคุกและถูกปรับมากที่สุดถึงร้อยละ 62 โดยร้อยละ 42.6 ตอบว่ารู้สึกกลัวที่จะกระทำผิด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่ากลุ่ม ที่รู้สึกว่ากลัวจะตกเป็นเหยื่อที่มีมากถึงร้อยละ 58.3 และส่วนใหญ่ต้องการให้มีหน่วยงานเข้ามาดูแล และป้องกันภัยทางไซเบอร์อย่างจริงๆ จังๆ ขณะที่คำถามว่า หากโดนกระทำผิดทางอินเทอร์เน็ต รู้ไหมว่าจะสามารถเรียกร้องได้ที่ไหนกับใคร พบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 51.1 ทราบว่าร้องเรียนได้ แต่ไม่รู้ว่าจะต้องร้องเรียนที่ไหนกับใคร รองลงมาร้อยละ 34 ตอบว่าไม่เคยทราบมาก่อนว่า สามารถร้องเรียนได้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 35 ไม่ทราบมาก่อนว่ามีกฎหมายนี้ ราวร้อยละ 35.9 ตอบว่าทราบว่ามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 แต่ไม่เคยอ่าน 

10 ภัยร้ายออนไลน์ที่นักท่องโลกไซเบอร์ต้องผวา

Attention: open in a new window. PDFPrintE-mail
    1. ใบแจ้งราคาสินค้า (ปลอม) ถ้าได้รับข้อความอีเมล์แจ้งให้เปิด และพิมพ์ "ใบแจ้งราคาสินค้า" ที่ได้แนบไฟล์มานั้นมันคือ โทรจัน ซึ่งตัวล่าสุดที่พบคือหนอนไวรัส WORM_OTORUN.C
    2. โทรจันที่มาพร้อมใบรับสินค้า (ของปลอม) อีเมล์จากผู้จัดส่งสินค้ายอดนิยมซึ่งแจ้งว่าไม่สามารถส่งมอบของให้ผู้รับได้ พร้อมแนบไฟล์ข้อมูลที่ดูเหมือนเป็นใบแจ้งหนี้ แต่จริงๆ แล้วเป็นข้อความสแปมที่จะล่อลวงผู้ใช้ให้ติดตั้งโทรจันลงในเครื่องคอมพิวเตอร์
    3. อีคอมเมิร์ซฟิชชิ่ง อีเบย์(eBay) ร้านค้าปลีกออนไลน์ที่ฮิตติดอันดับทั้งทางซื้อขาย และการขโมยข้อมูลของผู้ใช้เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ทางการเงิน
    4. ข้อมูลส่วนบุคคล บัตรของขวัญ และโปรโมชัน (ของปลอม) ผู้ใช้ที่ขอบค้นหาของฟรีหรือโปรโมชั่นพิเศษบนเว็บนั้นเสี่ยงต่อการถูกโจมตีโดย เว็บไซต์จะให้กรอกแบบสำรวจปลอมก่อนถูกที่จะขโมยข้อมูลลับหรือข้อมูลส่วนตัวนั้นไป
    5. เว็บไซต์สุดฮิต เป้าหมายหลักของการติดเชื้อคือเชื่อว่าเว็บไซต์นั้นน่าจะปลอดภัยและน่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่มีการเข้าชมสูง ฯลฯ
    6. ผลการค้นหาแหล่งช้อปปิ้งช่วงคริสต์มาส (ที่เป็นอันตราย) ภัยคุมคามซึ่งเป็นผลของการค้นหาคำว่า "Christmas gift shopping" ถูกพบว่านำไปสู่มัลแวร์หลากหลายชนิดที่เป็นอันตรายเช่น มัลแวร์ ฟิชชิ่งไซต์ ยูอาร์แอลอันตราย
    7. โฆษณามัลเแวร์ (Malvertisements) มักใช้โฆษณาและข้อเสนอเลียนแบบโฆษณาของจริง เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ โดยอาศัยความเชื่อใจของผู้ซื้อผ่านทางเว็บไซต์ยอดนิยม เ่ช่น Google MySpace เป็นต้น
    8. บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ (อี-การ์ด) อาชญากรไซเบอร์มักจะใช้บัตรอวยพรอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีการ์ดเพื่อล่อลวงเหยีื่อให้คลิกลิงก์ที่เป็นอันตรายในข้อความสแปม
    9. ไซต์การกุศลจอมปลอม ต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก เช่น เหตุการ์แผ่นดินไหว ไฟป่า น้ำท่วม ล้วนถูกอาชญากรไซเบอร์นำมาใช้ ประโยชน์เพื่อหลอกลวงให้รู้สึกอยากทำบุญและต้องการบริจาค อีกทั้งยังต้องสูญเสียเงินหรือข้อมูลที่เป็นความลับแถมไปอีกด้วย
    10. ภัยลวงนักล่าของถูก อาชญากรไซเบอร์จะใช้ส่วนลด และโปรโมชั่นเพื่อหลอกล่อเหยื่อให้คลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย หรือใส่ข้อมูลที่เป็นความลับของตนลงในเว็บไซต์หลอกลวง10 ภัยร้ายออนไลน์

    Google Books


    Google หนังสือทำงานอย่างไร

    การค้นหาหนังสือด้วย Google หนังสือนั้นง่ายเหมือนการค้นหาเว็บไซต์ด้วย Google ค้นเว็บ แค่ป้อนคำหลักหรือวลีที่คุณจะค้นหาลงในช่อง Google หนังสือ ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณจะค้นหา [การปีนผาหิน] หรือค้นหาวลีอย่าง [ก้าวเล็กๆ ของมนุษย์] เราจะค้นหนังสือทั้งหมดที่มีเนื้อหาตรงกับข้อความค้นหาของคุณ
    คลิกที่ชื่อหนังสือ แล้วคุณจะเห็นข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับหนังสือเหมือนกับที่คุณเห็นบนบัตรรายการ คุณอาจเห็นตัวอย่างข้อมูล ซึ่งก็คือประโยคที่มีข้อความค้นหาของคุณอยู่ในบริบท หากผู้เผยแพร่หรือผู้แต่งอนุญาต คุณจะเห็นหน้าหนังสือเต็มและสามารถเรียกดูหน้าเพิ่มเติมในหนังสือได้ หากหนังสือเล่มนั้นไม่มีลิขสิทธิ์ คุณจะเห็นหน้าเต็มและสามารถเปิดไปข้างหน้าหรือย้อนหลังเพื่อดูหนังสือทั้งเล่มได้ คลิกบนไอคอนรูปแว่นขยายถัดจากชื่อเพื่อค้นหาภายในเนื้อหาของหนังสือที่คุณเลือก
    คุณสามารถคลิกปุ่ม ซื้อหนังสือ หรือซื้อหนังสือฉบับพิมพ์ เพื่อดูรายการลิงก์ไปยังร้านหนังสือออนไลน์ที่คุณสามารถซื้อหนังสือได้ โดยมากแล้ว คุณจะสามารถคลิก ค้นหาในห้องสมุด เพื่อค้นหาห้องสมุดท้องถิ่นที่คุณสามารถขอยืมหนังสือได้ด้วย
    หากหนังสือเล่มนี้มีจำหน่ายเป็น Google eBook คุณจะเห็นตัวเลือกในการซื้อฉบับดิจิทัล

    ประวัติความเป็นมาของ Google Books
    ในยุคเริ่มต้น ก็มี Google Books มาก่อนแล้ว
    จริงๆ ก็ไม่นานขนาดนั้น แต่เราสามารถอ้างได้แน่นอนว่าโครงการนี้มีมานานเท่ากับ Google เอง ในปี 1996 Sergey Brin และ Larry Page สองผู้ร่วมก่อตั้ง Google กำลังเป็นนักศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งทำโครงการวิจัยโดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการ Stanford Digital Library Technologies พวกเขามีเป้าหมายที่จะสร้างห้องสมุดดิจิทัลให้ใช้งานได้ และความคิดที่ยิ่งใหญ่ของพวกเขาคือ ในโลกยุคอนาคตซึ่งหนังสือหมวดหมู่ประเภทต่างๆ มากมายจะถูกเก็บไว้ในระบบดิจิทัล ผู้คนจะใช้ "ซอฟต์แวร์รวบรวมข้อมูลเว็บ" (web crawler) ในการจัดดัชนีเนื้อหาของหนังสือ และวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างกัน ซึ่งเป็นการระบุส่วนที่สัมพันธ์กันและประโยชน์ของหนังสือที่กำหนดไว้ โดยติดตามดูจำนวนและคุณภาพของตัวอย่างจากหนังสือเล่มอื่นๆ
    ซอฟต์แวร์รวบรวมข้อมูลเว็บที่พวกเขาสร้างขึ้นมานั้นเรียกว่า BackRub และนับเป็นจุดพลิกผันแบบใหม่ในการวิเคราะห์ตัวอย่างแบบดั้งเดิม ซึ่งผลักดันให้เกิดขั้นตอนวิธี PageRank ของ Google อันเป็นเทคโนโลยีแกนหลักในการค้นหาซึ่งทำให้ Google เป็น Google ได้อย่างทุกวันนี้
    ในเวลานั้น Larry และ Sergey มองเห็นภาพผู้คนทุกหนแห่งสามารถค้นจากหนังสือทุกเล่มทั่วโลกเพื่อจะหาสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้ก็คือ วันหนึ่งพวกเขาจะเริ่มทำโครงการที่จะช่วยให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงได้ ในที่นี้จะเป็นการสำรวจโดยสรุปผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ บางส่วนจนถึงปัจจุบัน

    โหลดด่วน!! ก่อนปิด Google Video อย่างเป็นทางการ พฤษภาคมนี้

    Google ได้ส่งจดหมายไปยังผู้ใช้ Gmail ที่เคยใช้บริการ Google video ซึ่ง google เคยให้บริการแบบคล้ายๆ youtube ในช่วงปีก่อน ในด้านการนำวีดีโอของคุณมาแสดงบนเว็บทางอินเตอร์เน็ต แต่ในเมื่อ Google ซื้อกิจการ youtube ได้สำเร็จเมื่อปี 2006 ก็เตรียมปิดบริการตั้งแต่หยุด upload เมื่อ พฤษภาคม 2009 จนกระทั่ง เตรียมประกาศปิดบริการ Google Video อย่างเป็นทางการภายในวันที่  13 พฤษภาคม 2011 นี้
    แม้google video ได้ปิดการอัพโหลดวีดีโอแล้วเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน แต่ยังสามารถ เล่นชมไฟล์วีดีโอที่คุณเคยอัพโหลดบนเว็บ google video ได้ในครั้งก่อนที่นี่ รวมไปถึงที่คุณได้ embed แปะตามเว็บไซต์ต่างๆด้วย  จนกระทั่ง เมื่อวันศุกร์ที่ 15 เมษายน 2011 ที่ผ่านมา google ได้ประกาศผ่านทางจดหมายบน Gmail ว่าเตรียมหยุดให้บริการชมวีดีโอใน Google Video ในวันที่ 29 เมษายนนี้ หากคุณมีวีดีโอที่สำคัญ หรือ มีวีดีโอที่ประทับใจใน Google Video ละก็ ทาง google ได้เปิดลิงค์ download วีดีโอ ใน ทุกคลิปวีดีโอที่คุณเคยอัพโหลดไว้แล้ว ให้รีบทำการ Download ด่วนก่อนที่ทาง Google จะปิดเว็บไซต์Google Video และลบวีดีโอทั้งหมดที่คุณเคยอัพไว้ ในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ นับเป็นการปิดฉาก Google Video อย่างถาวรไม่มีวันกลับ
    ส่วนทางเลือกอื่นๆในการอัพโหลดวีดีโอ สามารถอัพโหลดได้ทั้งทาง youtube และบริการ Picasa ซึ่ง Google ดูแลทั้ง 2 บริการนี้อยู่ และยังมีเว็บอื่นๆที่ให้บริการอัพโหลดวีดีโอหลายราย เช่น vimeo , dailymotion เป็นต้น

    Google Maps คืออะไร


    Google Maps คือบริการของ Google ที่ให้บริการเทคโนโลยีด้านแผนที่ประสิทธิภาพสูง ใช้งานง่าย และข้อมูลของธุรกิจในท้องถิ่น ได้แก่ ที่ตั้งของธุรกิจ รายละเอียดการติดต่อ และเส้นทางการขับขี่ ด้วย Google Maps คุณจะเพลิดเพลินไปกับคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะดังต่อไปนี้

        * ผลการสืบค้นที่ผสานรวมข้อมูลของธุรกิจ - ค้นพบข้อมูลที่ตั้งและรายละเอียดการติดต่อของธุรกิจทั้งหมดที่แสดงผลรวมไว้ ในที่เดียวบนแผนที่ ตัวอย่างเช่น หากคุณค้นหา [ pizza in San Jose, CA ] ที่ตั้งของรายชื่อธุรกิจที่เกี่ยวของและหมายเลขโทรศัพท์จะปรากฏขึ้นบนแผนที่ คุณยังสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม เช่น เวลาเปิดทำการ ประเภทของการชำระเงินที่ยอมรับ และคำวิจารณ์ได้อีกด้วย
        * แผนที่ที่สามารถลากได้ - คลิกและลากแผนที่เพื่อดูส่วนที่อยู่ติดกันได้ทันที (รอดาวน์โหลดพื้นที่ใหม่ไม่นาน)
        * ภาพถ่ายจากดาวเทียม - ดูภาพถ่ายจากดาวเทียม (หรือภาพถ่ายจากดาวเทียมพร้อมกับข้อมูลแผนที่วางซ้อนทับกัน) ของที่ตั้งที่คุณต้องการ ซึ่งคุณสามารถขยายและเลื่อนดูในมุมกว้างได้
        * มุมมองระดับถนน - ดูและค้นหาเส้นทางภายในภาพถ่ายระดับถนน
        * เส้นทางโดยละเอียด - ป้อนที่อยู่และให้ Google Maps วาดแผนผังที่ตั้งและ/หรือเส้นทางการขับขี่ให้กับคุณ วางแผนการเดินทางโดยเพิ่มปลายทางหลายแห่งลงในเส้นทางของคุณ ใช้เครื่องหมาย "+" เพื่อขยายหรือยุบทิศทางทีละขั้นในแผงด้านซ้าย หรือคลิกที่แต่ละขั้นเพื่อดูภาพแผนที่ที่ถูกขยาย เมื่อต้องการหาเส้นทางย้อนกลับของคุณ ให้ลากปลายทางของคุณแล้วปล่อยลงในแผงด้านซ้าย คุณยังสามารถเลือกที่จะหลีกเส้นทางไฮเวย์ได้โดยทำเครื่องหมายในกล่องในมุมบน ด้านซ้ายมือ
        * แป้นพิมพ์ลัด - เลื่อนดูไปทางด้านซ้าย ขวา ขึ้น และลงด้วยปุ่มลูกศร เลื่อนดูในมุมกว้างยิ่งขึ้นด้วยปุ่ม Page Up, Page Down, Home และ End ย่อและขยายด้วยปุ่มบวก (+) และลบ (-)
        * ดับเบิลคลิกเพื่อใช้งานฟังก์ชันการขยาย - ดับเบิลคลิกบนปุ่มซ้ายเพื่อย่อ และดับเบิลคลิกบนปุ่มขวาเพื่อขยาย (Ctrl+ ดับเบิลคลิก สำหรับผู้ใช้ Mac)
        * การย่อขยายด้วยปุ่มเลื่อน - ใช้ปุ่มเลื่อนบนเมาส์ของคุณเพื่อย่อและขยายแผนที่

    ค้นหาภาพใน Google แบบไม่ธรรมดา

    google image search 600x337 Google search by image ใช้ภาพแทนข้อความในการค้นหา

    Search by image หรือ การค้นหาด้วยภาพ เป็นอีกหนึ่งบริการค้นหาข้อมูลของ Google ที่ใช้ภาพแทนข้อความในการค้นหา
    เราน่าจะคุ้นกับบริการของ Google gogles ที่ใช้กล้องมือถือถ่ายภาพแล้วค้นหาข้อมูลของภาพนั้นได้ทันที ถือว่าเพิ่มความสะดวกได้อย่างมาก เคยคิดว่าน่าจะใช้งานผ่านหน้าเว็บไซต์ได้บ้างนะ จนบังเอิญไปเจอ extension ของ Chrome ที่ใช้สำหรับค้นหาด้วยภาพ ก็ใช้งานมาเรื่อย แต่ช่วงเดือนที่แล้วได้ใช้งานเยอะและเห็นประโยชน์จากมันเยอะพอสมควร เลยอยากเขียนเก็บไว้
    เหตุที่ได้ใช้งานการค้นหาด้วยภาพมากช่วงเดือนที่ผ่านมา คือ ได้ทั้งเขียนและรวมบทความจากหลายๆคน ซึ่งส่วนใหญ่ภาพที่ใช้ประกอบบทความจะต้องมีอ้างอิง แต่ตัวเองค้นมาเยอะรวมอยู่ที่เดียว แล้วเลือกเอาเฉพาะภาพที่เหมาะสมมาใช้ พอจะอ้างอิงก็หาไม่เจอว่าเอามาจากไหน ตัวค้นหาด้วยภาพเลยช่วยได้เยอะเลย ไม่งั้นคงงมอีกนาน
    โดยปกติการค้นหาภาพ ผมมักจะค้นจากหน้าหลักของ Google แล้วค่อยคลิกที่เมนู image จากผลการค้นหา คิดว่าหลายคนน่าจะเป็นเหมือนผม น้อยคนนักที่จะเข้าไปใช้งานที่หน้าหลักของการค้นหาภาพที่ images.Google.com ทำให้ไม่ค่อยรู้ว่าที่หน้านั้นมันทำอะไรได้บ้าง(ผมเป็นหนึ่งในนั้น) ความแตกต่างของการค้นที่หน้าหลัก Google กับที่หน้าค้นหาภาพ คือ นอกจากจะใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหาได้เหมือนกัน แต่ที่หน้าค้นหาภาพ จะใช้ภาพแทนข้อความในการค้นหาได้

    ค้นหาเว็บ (Web) ใช้ Google ค้นหายังไง ?


    หลายๆคนอาจจะงงว่าเอ๊ะ อยู่ดีๆจะมาสอนทำไมการค้นหาอะไรตามเว็บไซต์ต่างๆ ในเมื่อเราต่างก็ใช้งาน Google เพื่อสืบค้นหาข้อมูลกันอยู่แล้ว แต่จริงๆแล้วมันมีอะไรที่มากกว่านั้นครับ บางเว็บไซต์อย่างเว็บฝากไฟล์ใหญ่ๆอย่าง Mediafire, rapidshare หรือพวก Upload-thai นั้นไม่มีฟังก์ชั่นการค้นหาไฟล์บนเว็บไซต์ให้เรา แล้วทีนี้เราจะรู้ได้ยังไงว่า ไฟล์ไหนที่เราต้องการหาอยู่มีหรือไม่มีจริง
    ผมจะยกตัวอย่างเป็นเคสง่ายๆอย่าง Mediafire แล้วกัน เป็นที่รู้กันว่าเว็บไซต์ Mediafire นั้นไม่มีช่องค้นหาไฟล์ทั้งหมดในเว็บไซต์ให้เรา แล้วเกิดเราไปตามพวกเว็บบอร์ดโหลดหนังการ์ตูนที่แบ่งไว้หลายพาร์ท เกิดไฟล์ขาดหายไปไฟล์นึง เจ้าของกระทู้ลืมลงไว้ให้ เราจะมีวิธีค้นหาอย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้ครับ

    Google เครื่องมือค้นหา ที่มากกว่าค้นหา

    ตัวอย่าง ผมไปที่เว็บบอร์ดๆนึงทำการดาวน์โหลดไฟล์หนังเรื่องหนึ่งที่ถูกแบ่งออกมาเป็น 6 พาร์ท ซึ่งถูกอัพโหลดไว้ที่เว็บไซต์ Mediafire.com แต่เผอิญว่าเจ้าของกระทู้นั้นลืมลงพาร์ทสุดท้ายให้ แล้วก็หายไปไม่มีการมาดูแลกระทู้ของตัวเอง ไอ้เราที่โหลดมาตั้ง 5 ไฟล์แล้วจะลบก็ยังไงอยู่ เราจะใช้ Google ค้นหาไฟล์ที่ขาดหายไปกันครับ
    เราจะใช้คีย์เวริ์ดนี้ใน Google ครับ “site:ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการค้นหา ชื่อไฟล์ ” ตัวอย่างเช่นผมต้องการหาจากเว็บไซต์ mediafire และ ชื่อไฟล์ที่เหมือนกับที่เราโหลดมา ตัวอย่างไฟล์ที่ 5 ที่ผมโหลดมามีชื่อว่า CyborgShe[mediasiam.com].part5 ผมก็จะพิมพ์  CyborgShe[mediasiam.com].part6 ลงไปในช่องดังรูปครับ

    Search Engine คืออะไร


    • เสิร์ชเอ็นจิ้น (Search Engine) คือ เครื่องมือสำหรับค้นหาข้อมูลที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต ด้วยคำค้นต่างๆ ซึ่งข้อมูลนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของเว็บไซต์ ไฟล์เอกสาร ไฟล์รูปภาพ สื่อมัลติมีเดีย ไฟล์บีบอัด และรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถบันทึกเป็นเอกสารออนไลน์ได้ ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีลักษณะเป็น Search Engine มีดังนี้

      <a href=

      โดยปกติแล้ว Search Engine จะมีเครื่องมือที่ชื่อว่า Robot (หุ่นยนต์) ในการสืบค้นเว็บไซต์ต่าง ๆ เพื่อนำมาจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลด้วยการทำ Index โดย Robot จะเดินทางจากเว็บหนึ่ง ไปอีกเว็บหนึ่งผ่าน Hyperlink ที่มีอยู่ในเว็บไซต์นั้นๆ

      Search Engine มีอัลกอลิธึ่มในการจัดลำดับผลลัพธ์การค้นหาแตกต่างกันไป ซึ่งโดยปกติแล้ว ส่วนมากจะเรียงจากความสัมพันธ์กับคำที่ใช้ค้นหา และมีปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ประเทศ ภาษา ขนาดของไฟล์ จำนวนผู้เข้าชม ความถี่ในการอัพเดทข้อมูล จำนวนลิงค์ เป็นต้น

    Google 3 ปีผ่านไป Chrome ลุย Android

    กูเกิล (Google) ได้ฤกษ์เปิดตัวโปรแกรมเบราว์เซอร์ของตัวเองบนระบบปฏิบัติการของตัวเอง แจ้งเกิด Chrome for Android เพื่อให้ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ได้เริ่มทดลองใช้งาน ถือเป็นการรวม 2 โปรเจกต์ด้านโปรแกรมที่สำคัญที่สุดของกูเกิลเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าจับตา ด้านผู้บริหารยอมรับ ที่รอเวลาให้แอนดรอยด์มีอายุครบ 3 ปีจึงคลอด Chrome for Android เพราะต้องการพัฒนาจนแน่ใจว่าผู้ใช้จะได้รับสุดยอดประสบการณ์ท่องเว็บทันใจไม่แพ้การใช้งานบนคอมพ์ตั้งโต๊ะ
    Google_Chrome-Android

     ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) รองประธานอาวุโสฝ่ายโครมและแอปฯ แถลงถึงเหตุผลในการพัฒนา Chrome for Android ว่าเป็นเพราะการขยายตัวของการใช้งานอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์พกพา เชื่อว่า Chrome for Android จะยิ่งเพิ่มกิจกรรมออนไลน์ให้กับผู้ใช้แอนดรอยด์มากขึ้นเพราะความสามารถที่เท่าเทียมกับการท่องเน็ตด้วยคอมพิวเตอร์ตัวจริง
    "เราต้องการนำความสามารถของเว็บเบราว์เซอร์สำหรับคอมพ์ตั้งโต๊ะแบบครบถ้วนจริงๆ มายกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้อุปกรณ์พกพา" พิชัยระบุ "มันเป็นความท้าทาย"
    เหตุที่ Chrome for Android ได้รับความสนใจอย่างมากนั้นเป็นเพราะเดิมทีแอนดรอยด์และโครมนั้นถูกมองว่าเป็นการสร้างมาคู่กัน ทั้งคู่เริ่มเปิดให้สาธารณชนเริ่มใช้งานในช่วงปี 2008 โดยสามารถเติบโตจากโครงการเล็กมาเป็นโครงการใหญ่ของกูเกิลได้เหมือนกัน บนจุดประสงค์เดียวกันคือต้องการใช้ชาวโลกใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นและพบกับบริการของกูเกิลมากขึ้น
    ทุกวันนี้ แอนดรอยด์และโครมกลายเป็นยานลำใหญ่ที่พาชาวออนไลน์ไปสู่บริการ Google search, YouTube, Google Docs, Google Maps, Google+ และอีกหลายบริการของกูเกิล แต่กว่า 3 ปีที่ผ่านมา ยานแอนดรอยด์และนาวาโครมยังไม่เคยโคจรมาพบกันได้บนอุปกรณ์เดียวกัน ซึ่งจุดนี้กูเกิลระบุว่าต้องการทำให้มั่นใจว่า Chrome for Android นั้นสามารถทำงานได้ดีจริงๆ
    Chrome for Android จึงเกิดขึ้นในฐานะเบราว์เซอร์หรือโปรแกรมเปิดเว็บไซต์ที่ต่างจากเบราว์เซอร์ดั้งเดิมที่มาพร้อมกับอุปกรณ์แอนดรอยด์ทั่วไป ขณะนี้เริ่มเปิดให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ดาวน์โหลดแล้วที่ Android Market ซึ่งผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องรอการอัปเกรดจากผู้ผลิตเครื่องอย่างเคย อย่างไรก็ตาม กูเกิลยังจำกัดให้ Chrome for Android สามารถใช้งานได้บนแอนดรอยด์เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดคือ ICS (Ice Cream Sandwich) เท่านั้น ทำให้ผู้ใช้แอนดรอยด์ที่มีสิทธิ์ทดสอบ Chrome for Android นั้นมีเพียง 1% ในขณะนี้
    การทดสอบพบว่า Chrome for Android มีคุณสมบัติครบเครื่องไม่ต่างจากการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ มาพร้อม V8 JavaScript เพื่อการเปลี่ยนหน้าเพจด้วยแท็บด้านบน การใช้งานสามารถเชื่อมต่อข้อมูลหรือ Synchronize กับโครมเวอร์ชันคอมพ์ตั้งโต๊ะ โดยผู้ใช้สามารถเปิดโปรแกรมเสริม Flash Player ของอโดบีหรือ Native Client ของกูเกิลเองได้ตามต้องการ
    อย่างไรก็ตาม แม้ Chrome for Android จะจำกัดการทำงานเฉพาะแอนดรอยด์เวอร์ชันล่าสุด Android 4.0 หรือ Ice Cream Sandwich เท่านั้น แต่นักสังเกตการณ์เชื่อว่า Chrome for Android จะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอุปกรณ์ ICS ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงทดสอบ ไม่ต่างจากเบราว์เซอร์ซาฟารี (Safari) ที่ได้รับความนิยมมากบนอุปกรณ์ไอโอเอส (iOS) ของแอปเปิล
    ทั้งหมดนี้ ผู้บริหารกูเกิลระบุว่าที่ต้องจำกัดให้ Chrome for Android สามารถรองรับเฉพาะ Android 4.0 เป็นเพราะความจำเป็นด้านฮาร์ดแวร์ ซึ่งอุปกรณ์ Android 4.0 นั้นมีประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่เข้ากันได้กับระบบมากกว่าโทรศัพท์รุ่นเก่าแน่นอน
    ความเคลื่อนไหวนี้ของกูเกิลยังแสดงถึงทิศทางการขยายตัวของตลาดโครม ซึ่งกลายเป็นเบราวเซอร์ที่สามารถแซงหน้าเว็บเบราว์เซอร์รุ่นพี่อย่าง ไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 2 จากส่วนแบ่งล่าสุดที่ 28.94% และ 24.69% ขณะที่ ไออี (Internet Explorer) ยังคงส่วนแบ่งสูงสุดที่ 37.12%
    Google












    การใช้งาน Internet Explorer

    IE
      โปรแกรม Internet Explorer (อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์) ก่อนนี้เรียกว่า Microsoft Internet Explorer (ไมโครซอฟท์อินเทอร์เน็ตเอกซ์พลอเรอร์) โดยมีชื่อย่อว่า IE (ไออี) เป็นเว็บเบราว์เซอร์จากไมโครซอฟท์ สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดวส์ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์Internet Explorer เป็นเบราว์เซอร์ที่นิยมใช้มากที่สุดตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 โดยในเดือน ตุลาคม พ.ศ. 2548 IEได้ถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของชุดโปรแกรมระบบปฏิบัติการไมโครซอฟท์ วินโดวส์ ตั้งแต่รุ่น วินโดวส์ 95 OSR1 และรุ่นล่าสุดคือ IE9 ซึ่งได้เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ว ผ่านทางเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ แต่ปัจจุบันยังมีคนใช้ IEเวอร์ชั่นใหม่ ๆ น้อยอยู่ เนื่องจากบางส่วนอาจจะไม่สามารถอัพเดทเป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ หรือความเคยชิน แต่เพื่อประสิทธิภาพในการรับชมเว็บไซต์ แนะนำให้อัพเดทเป็นเวอร์ชั่นใหม่กันนะครับ จะได้ไม่มีปัญหาเวลาเข้าชมเว็บไซต์ต่าง ๆ

    Work สู้น้ำ กับการทำงานออนไลน์

    ในช่วงวิกฤตอุทกภัยน้ำท่วม ทำให้คนในวัยทำงานหลายคน ออกมาเรียกร้องให้บริษัทประกาศหยุด เนื่องจากเป็นกังวลกลัวว่าน้ำจะท่วมเก็บของไม่ทัน ห่วงในการเฝ้าระวังดูแลบ้าน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากไปทำงาน แต่เดินทางไปการทำงานนั้นยากลำบากและเป็นอุปสรรคในบางพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วม ต่อรถยาก เพราะหลายคนขับรถไปจอดบนทางด่วน สะพาน แล้ว
    โชคดีที่สมัยนี้มีการนำอินเทอร์เน็ตเข้ามาช่วยในการทำงาน และหลายๆบริษัทก็สนับสนุนการทำงานของพนักงานให้สามารถทำงานที่บ้าน หรือสถานที่ใดๆก็ได้ โดยไม่ต้องเดินทางเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ทีมีอินเทอร์เน็ต ส่วนตัวผมชอบทำงานในร้านกาแฟ เพราะมีอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ใช้งานได้ โดยนำรหัสผ่านของ True Wi-Fi ที่ได้รับมาพร้อมกับแพ็คเกจ Hi-Speed Internet มาใช้งานได้ทุกที่ และเราสามารถทำงานได้ตลอดเวลา ด้วยการทำงานผ่านอุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์สำนักงานเคลื่อนที่เข้ามาช่วยในการทำงาน แต่เราก็ต้องลงทุนกับอุปกรณ์ในการทำงานบางอย่างเช่นกัน เช่น ซื้อสมาร์ทโฟนของตนเอง โดยบริษัท ช่วยออกค่าใช้จ่ายในการใช้งานอินเทอร์เน็ตให้ หรือลดครึ่งราคา และด้วยความที่งานที่ผมทำเป็น Web Business นั่นคือหลักๆ ทำงานออนไลน์ สนทนาผ่านอีเมล์ ทำคอนเทนต์ป้อนเว็บไซต์ ทำเนื้อหาลงในโซเชียลมีเดีย ดังนั้น อุปกรณ์ที่บริษัทสนับสนุนก็คือ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กแบบพกพา และใช้อุปกรณ์พกพาส่วนตัวเพื่อช่วยในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น สมาร์ทโฟนส่วนตัว และแท็ปเล็ตอย่าง iPad และใช้ Mobile Booster (อุปกรณ์ชาร์จไฟฉุกเฉิน) มาช่วยในการทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

    นำ Social Network, Internet Application มาช่วยในการทำงาน

    การทำงานแบบ Mobile Office นั้น สามารถนำเอาระบบต่างๆบนอินเทอร์เน็ตมาใช้ ไม่ว่าจะเป็น อีเมล์ ที่เราใช้กันแบบเบสิค ระบบของอีเมล์ฟรีอย่าง Google Gmail ที่มีบริการแช็ต บริการ Google+ มาให้เราได้ใช้ทำงานโดยตั้งเป็น Circle แยกเฉพาะคุยเรื่องงาน ตรงนี้คนทำงานจะต้องปรับตัวสักนิด แต่ปกติทีมที่ผมทำงานด้วยเป็นทีม Social Network อยู่แล้ว ดังนั้น ทุกคนมีสมาร์ทโฟน สามารถเช็กอีเมล์จากมือถือได้ ทุกคนใช้งาน Social Network กันอยู่แล้ว การทำงาน การขอความร่วมมือ การตัดสินใจต่างๆ ปกติใช้การส่งผ่าน Twitter Direct Message และอีเมล์เป็นหลัก ดังนั้นการปรับพฤติกรรมในการใช้งาน Mobile Office ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะทุกคนมีสมาร์ทโฟน สามารถออกความคิดเห็นในการทำงานผ่านอีเมล์ได้ สามารถเขียนบล็อก สร้างเนื้อหาจากที่ไหนก็ได้ที่มีอินเทอร์เน็ต และส่งงานตามกำหนดผ่านอีเมล์ ทำงานได้ทุกที่ขอให้มีไฟฟ้าใช้และอินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะไร้สายหรือมีสาย

    แก้ปัญหาส่วนตัวต่างๆช่วงน้ำท่วม ด้วยอินเตอร์เน็ตและไอที

    แม้ว่าตามปกติจะต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระอะไรบางอย่าง บ้างก็ออกไปทำงาน บ้างก็ออกไปชำระค่าบริการ บ้างก็ไปซื้อของ หรือแม้กระทั่งเดินทางออกไปเรียนหนังสือ แต่เมื่อเจอสถานการณ์น้ำท่วมหนักขนาดนี้ บางท่านก็ไม่อยากจะออกจากบ้าน เพราะน้ำท่วมสูงรอเฝ้าของก่อน บ้างก็จำเป็นต้องอพยพออกจากบ้านไปอยู่ที่อื่นแต่ใจก็ต้องไปทำงาน บ้างต้องลุยน้ำเพื่อรีบชำระค่าน้ำค่าไฟ จะทำอย่างไรดี วันนี้จะลองนำเสนอแก้ปัญหาช่วงน้ำท่วม ด้วยไอทีกัน
    ชำระค่าบริการ ค่าน้ำ ค่าไฟ ต้องออกไปชำระที่ร้านสะดวกซื้อ แต่นอกบ้านน้ำท่วม ทำอย่างไรดี?
    แนะนำเตรียมไว้แต่เนิ่นๆคือ เปิดบริการ E-Banking หรือเปิดบริการ Mobile Payment ไว้ ที่ธนาคาร  ATM หรือที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ เพื่อสามารถทำธุรกรรมการเงินต่างๆได้  เช่นเช็คเงินในบัญชีธนาคาร และชำระค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์  หรือจะโอนเงิน ได้สะดวกสบายทุกที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต รองรับการเข้าเว็บทั้งทาง PC , Notebook , Tablet และ โทรศัพท์มือถือแบบสมาร์ทโฟน ซึ่งหากสมัครวิธีนี้คุณแทบจะไม่ต้องลุยน้ำออกจากบ้านไปธนาคารหรือร้านสะดวกซื้อเพื่อไปชำระค่าบริการต่างๆเลย
    กลัวเป็นหนี้ กลัวชำระเกินเวลาที่กำหนดไว้ ! โดนตัดค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
    แนะนำให้เปิดบริการแบบหักบัญชีธนาคารไว้ หากบริการนี้เป็นบริการที่ต้องชำระบ่อยๆในอัตราคงที่แน่นอน เช่นค่าโทรศัพท์  ค่าขยะ ค่าเช่าอินเตอร์เน็ต เป็นต้น โดยสมัครที่ธนาคารหรือผ่านตู้ ATM ได้เช่นกัน หากกลัวว่าหักบัญชีเกินหรือผิดพลาด ก็สามารถตรวจสอบได้ผ่านทางหมายเลข Callcenter ของธนาคาร หรือเช็คผ่านทางเว็บไซต์ E-Banking ของธนาคารก็ตรวจสอบได้เช่นกัน และปัจจุบันนี้ธนาคารมีบริการแจ้งเตือนสถานะการชำระเงินหรือการโอนเงินต่างๆผ่านทาง อีเมลล์ และ SMS ด้วย
    ร้านค้าถูกน้ำท่วมทำอย่างไรดี? ขายไม่ออกแน่
    หากเป็นร้านค้าแบบเหมือนร้านโชว์ห่วย ซุปเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขาย otop ต่างๆละก็ ลองขายผ่านช่องทาง Internet ด้วยe-commerce ทำเว็บเป็นหน้าร้านจำหน่ายสินค้าได้ทั่วประเทศ รายละเอียดลองศึกษาจากหัวข้อต่างๆเกี่ยวกับ e-commerce นี้ได้ หากมีทักษะเรื่องภาษาอังกฤษจะได้เปรียบมากเพราะสามารถขายของแบบข้ามประเทศได้เลย ซึ่งไม่ต้องปิดกิจการหาสถานที่ขายใหม่
    นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังมีประโยชน์เกี่ยวกับอินเตอร์เน็ตและไอทีที่ยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมาก ทีจะช่วยแก้ปัญหาและอำนวยความสะดวกให้กับคุณ แม้ว่าจะมีปัญหามากมาย ย่อมมีทางแก้เสมอ ด้วยอินเตอร์เน็ตและไอทีที่สามารถช่วยคุณได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ การวางแผนเตรียมพร้อมรับมือ และการตัดสินใจของคุณเองด้วย

    คำแนะนำในการใช้งานอินเทอร์เน็ตช่วงน้ำท่วม

    เชื่อว่าหลายท่านได้ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์อุทกภัย ซึ่งเต็มไปด้วยสารพัดข้อมูลทั้งจริงและเท็จ โดยเฉพาะข้อมูลจากทางอินเตอร์เน็ตและ Social Network เป็นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว และผู้ใช้สามารถมีส่วนในการสร้างสรรค์ได้ง่าย แต่ก็นำมาสู่ความเข้าใจผิดกันได้ง่ายด้วยเช่นกัน ทางสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย จึงได้ออกคำแนะนำแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตในช่วงเหตุการณ์อุทกภัยครั้งนี้






    แนวปฏิบัติการใช้งานอินเทอร์เน็ต ในช่วงเหตุการณ์อุทกภัย 2554
    โดย สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย 14 ตุลาคม 2554
          สืบเนื่องจากเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดในประเทศไทย ส่งผลทำให้มีผู้ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก มีการเร่งระดมความช่วยเหลือจากหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นจำนวนมาก ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย สมาคมฯ เห็นว่า แม้สื่ออินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อที่ทำให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ถูกส่งต่อ แพร่กระจายได้รวดเร็ว กว้างขวาง เหมาะสมกับการใช้งานในช่วงสถานการณ์ที่ต้องการความเร่งด่วนเช่นนี้ แต่ด้วยคุณลักษณะของสื่อเอง ที่มีการสื่อสารหลายทาง และผู้ใช้งานมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ เผยแพร่ หรือส่งต่อข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่ผู้ใช้งาน และผู้ดูแลเว็บ จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ อนึ่ง สมาคมฯ ขอความร่วมมือจากผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต และผู้ดูแลเว็บ ดังต่อไปนี้
    สำหรับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วไป
    1. การรับข้อมูลข่าวสาร – เมื่อได้รับทราบข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และ/ หรือโซเชียลมีเดีย ควรใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบที่มาของข้อมูลข่าวสาร ให้แน่ใจ โดยไม่ตื่นตระหนก
    2. การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร – เลือกส่งต่อเฉพาะข้อมูลข่าวสาร ที่ได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นความจริง ทราบที่มาของข้อมูลข่าวสารอย่างแน่นอนแล้วเท่านั้น การส่งต่อข้อมูลข่าวสารอันเป็นเท็จ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นถือเป็นการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) มาตรา14 มีโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
    3. การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร – ควรระบุ เวลา สถานที่ แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารอย่างชัดเจน ภายใต้สถานการณ์ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ การระบุเวลาของเหตุการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับผู้รับสาร เพื่อให้ผู้รับสารได้เข้าใจสถานการณ์อย่างถูกต้องเป็นปัจจุบัน
    4. การส่งต่อข้อมูลข่าวสาร – ไม่ควรส่งต่อข้อมูลการรับบริจาคผ่านทาง โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ เนื่องจากเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพ บิดเบือนข้อความ เช่นเลขบัญชีรับบริจาคแล้วทำการส่งต่อได้ง่าย หากมีความประสงค์จะเผยแพร่เลขบัญชีรับบริจาค ควรใช้วิธีการเผยแพร่ลิงค์ของหน้าเว็บเพจของหน่วยงานรับบริจาคที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีข้อมูลเลขบัญชีรับบริจาคอยู่
    5. การแจ้งเบาะแส – หากพบเห็น หรือทราบเบาะแสการหลอกลวงเงินบริจาค ควรรีบแจ้งเบาะแสต่อพนักงานเจ้าหน้าที่โดยทันที
    6. การเตรียมความพร้อม – หมั่นดูแลระดับพลังงานแบตเตอรี่ของอุปกรณ์สื่อสารให้อยู่ในระดับสูงสุดเสมอ เพื่อให้สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารได้อย่างอิสระ เป็นระยะเวลานาน ในกรณีที่ระบบไฟฟ้าถูกตัด หรือดับ