การทำความดี
ต่อไปนี้ถึงเวลาที่เราจะปฏิบัติจิตตภาวนา เราได้กระทำมาทุกวันๆ เพื่อเป็นเครื่องอบรมบ่มนิสัย ให้เป็นปัจจัยน้อมนำไปในทางที่ดี เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตัวของเราเอง การทำความดีให้ถูกต้อง ตรงตามธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า สมควรอย่างยิ่งที่เราทั้งหลาย ที่ต้องการความสุข ต้องการความสงบ ต้องการออกจากทุกข์ ไม่มีการออกจากทุกข์ใดๆ ที่สำคัญเหมือนกับการสร้างความดี แม้ในอดีต ผู้ที่ได้ความสุขล้วนแต่เป็นผู้ประพฤติดีทั้งนั้น ไม่มีใครประพฤติชั่วแล้วได้ความสุข ได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน ไม่มีเมื่อเราทราบชัดอย่างนี้แล้ว เราก็มุ่งมั่นทำแต่ความดี ไม่ต้องลังเลใจ สงสัยในจิตในใจว่า เราทำนี้จะได้รับผลไหมหนอ เราจะได้ความดีไหมหนอ มัวแต่ลังเลใจ มัวแต่สงสัยในจิตในใจ กาลเวลาหมดไปๆ ผลที่สุด เราก็ไม่ได้อะไร เพราะเราไม่ได้ตัดสินใจให้แน่วแน่ และประพฤติปฏิบัติลงไป การทำความดีนั้น ไม่ใช่เราคิดทำเอง โดยไม่มีเหตุมีผล โดยไม่มีเยี่ยงอย่างองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเนติแบบฉบับ เป็นบรมครูของเรา ที่ท่านได้เป็นพระศาสดาเอกในโลกได้ เพราะพระองค์ทำความดี ด้วยกาย ด้วย วาจา และด้วยจิตใจ เสมอตลอดมา ความดีจึงปรากฏขึ้นสมบูรณ์บริบูรณ์ในพระองค์ตรงกันข้ามกับบุคคลที่ทำไม่ดี สร้างความทุกข์ใส่ตัวเอง แล้วก็สร้างความทุกข์ให้ผู้อื่น สร้างความไม่สงบ สร้างความเดือดร้อน สร้างความเสื่อมเสีย หลายอย่างด้วยกัน ทั้งหมดนี้ล้วนจากสิ่งไม่ดีทั้งนั้น ทำไมการทำอย่างนั้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ดี เพราะทุกคนไม่ชอบผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำเช่นนั้น การกระทำเช่นนั้น จึงได้จัดในหมู่ ในหมวดในทางที่ไม่ดี ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์พยายามละ และแนะนำสั่งสอนให้สาวกละตามด้วย เราทั้งหลายปฏิบัติความดีด้วยจิตตภาวนานี้ ก็เพื่อให้ห่างจากสิ่งไม่ดีนั้นเอง เพราะเราคนเดียว กายก็มีกายอันเดียว เมื่อกายของเราทำความดีแล้ว เราก็เท่ากับเหินห่างจากสิ่งที่ไม่ดี วาจาของเรา เมื่อเราพูดแต่สิ่งที่ดี มีประโยชน์ เป็นวาจามั่นคง เป็นวาจาที่สะอาดบริสุทธิ์หมดจด บัณฑิตทั้งหลายนิยมชมชอบ เมื่อเราพูดแต่สิ่งที่ไม่ดี ไม่เกิดประโยชน์ เราก็ไม่ได้พูด ก็ชื่อว่าเราห่างจากสิ่งที่ไม่ดี เมื่อจิตใจน้อมนึกระลึก สิ่งที่ดีมีประโยชน์ ให้เกิดสติ เกิดปัญญา เกิดศรัทธา เกิดความเพียรพยายาม ล้วนแต่ให้เกิดประโยชน์สุขแก่ตัวของตัวเอง ก็เท่ากับเราไม่ได้ไปคิดในเรื่องที่ชั่ว เรื่องที่มีโทษ เมื่อเราคิดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ เมื่อเรากระทำความดีอยู่อย่างนี้ ชีวิตความเป็นอยู่ของเรา ก็ล้วนแต่อยู่ด้วยดี ชีวิตที่ผ่านมาหมดไปแล้ว ก็หมดไปด้วยดี ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ ถ้าเราประพฤติปฏิบัติไม่ลดละ ความดีของเรายิ่งงอกงาม เจริญเพิ่มเติมขึ้นอีกตามลำดับ เราสามารถจะมีกำลังเอาชนะสิ่งที่ไม่ดี อันเป็นสาเหตุให้ขัดขวางความดีได้ เพราะเหตุนั้น การทำความดีเป็นสิ่งที่จำเป็น เราควรศึกษาให้เข้าใจชัด ให้เห็นแจ้งตามหลักแห่งความจริง แล้วมุ่งมั่นปฏิบัติด้วยสัจจะ จึงจะรู้ของจริง จึงจะได้ประสบความจริง เพราะคำว่าเป็นธรรมมีอยู่ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา แต่จิตของเรา เมื่อยังไม่เป็นธรรมแล้ว ถึงธรรมมีอยู่เราก็อ่านไม่ออก เพราะเราไม่ได้ศึกษาเหมือนผู้ไม่ได้ศึกษาตัวหนังสือ ไม่ได้ศึกษาภาษาต่างๆ เขาใช้ได้ทั่วโลก แต่เราไม่ได้ศึกษา แล้วเราก็พูดไม่ได้ อ่านไม่ออก ถึงมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มีความสุขมีอยู่ แต่เราไม่ได้ศึกษาให้ถูกต้อง เราก็ไม่ได้รับผลจากสิ่งที่มีอยู่ คือ ความสุข ไม่ได้เป็นสมบัติของเราเลย เป็นสมบัติเลื่อนลอยอยู่อย่างนั้น ไม่เกิดประโยชน์แก่บุคคล ผู้ไม่รู้จัก บุคคลผู้ไม่ศึกษา มรรค ผล ธรรมวิเศษ ถึงมีอยู่ก็ตาม เมื่อเราไม่ได้ศึกษาให้เข้าใจ ไม่ประกอบให้ปรากฏขึ้นเป็นสมบัติของเราแล้ว เหมือนกับไม่มี ไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ พระพุทธเจ้าเท่านั้น พระอริยเจ้าเท่านั้น ท่านเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์จากธรรมะซึ่งเป็นของจริง เป็นสิ่งที่มั่นคง ท่านได้รับประโยชน์จากธรรมะเหล่านั้น ท่านก็ได้พ้นจากทุกข์ เพราะอาศัยรู้ธรรมสิ่งเหล่านี้ อาศัยปฏิบัติธรรม อันเป็นความจริงเหล่านี้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น